2555-05-01

ภูมิศิลป์ (Land art หรือ Earthworks หรือ Earth art)


        
           ภูมิศิลป์ (Land art หรือ Earthworks หรือ Earth art) บางตำราเรียกว่าธรณีศิลป์คือขบวนการศิลปะที่เริ่มขึ้นในสหรัฐอเมริการาวปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1970 ที่ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิทัศน์และงานศิลปะเป็นความสัมพันธ์ที่ผสานกันอย่างแยกไม่ออก ประติมากรรมมิได้วางอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ แต่ภูมิทัศน์เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดศิลปะ งานธรณีศิลป์มักจะเป็นศิลปะนอกสถานที่ที่ตั้งอยู่ไกลจากบ้านจากเมือง และปล่อยทิ้งไว้ให้ถูกกัดกร่อนลงไปตามธรรมชาติ งานชิ้นแรกๆ สร้างขึ้นในทะเลทรายในเนวาดา, นิวเม็กซิโก, ยูทาห์ และแอริโซนาที่เป็นงานชั่วคราวที่สร้างท่ามกลางธรรมชาติ ที่เหลืออยู่แต่เพียงจากการบันทึกไว้ในวิดีโอ หรือ ภาพถ่ายเท่านั้น

ประวัติ
         ภูมิศิลป์เป็นปรัชญาศิลปะที่มีวัตถุประสงค์ในการต่อต้านงานศิลปะที่กลายเป็นสิ่งผิดธรรมชาติ, เป็นพลาสติก และ เป็นงานค้าขายกันจนเกินหน้าที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 ผู้ถือปรัชญาธรณีศิลป์จะหันหลังให้กับการตั้งแสดงงานศิลปะในพิพิธภัณฑ์ และจะสร้างงานภูมิทัศน์ขนาดมหึมาที่เกินเลยไปจากการซื้อขายกันเป็นชิ้นได้ในตลาดศิลปะโดยทั่วไป ธรณีศิลป์มีพื้นฐานมาจากลัทธิจุลนิยม และ ศิลปะเชิงมโนทัศน์ และแนวคิดของปรัชญาศิลปะสมัยใหม่และแนวจุลนิยมเช่นเดสตีเจลบาศกนิยมลัทธิจุลนิยม และงานศิลปะของ คอนสแตนติน บรังคุช และ โยเซฟ บอยส์ ศิลปินที่สร้างงานที่เกี่ยวกับธรณีศิลป์มักจะพัฒนามาจากศิลปะจุลนิยมและศิลปะเชิงแนวคิด งานออกแบบลานเล่นลดหลั่นของศิลปินชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นอิซะมุ โนะงุชิ ที่นิวยอร์กในปี ค.ศ. 1941 ที่นิวยอร์กบางครั้งก็ตีความหมายว่าเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นแรกในกลุ่มศิลปะธรณีศิลป์ที่แม้ว่าตัวศิลปินเองจะไม่ได้เรียกงานของตนว่า ธรณีศิลป์แต่เรียกง่ายๆ ว่า ประติมากรรมก็ตาม อิทธิพลของงานของอิซะมุ โนะงุชิจะเห็นได้อย่างเด่นชัดในงานธรณีศิลป์ร่วมสมัยภูมิสถาปัตยกรรม และ ประติมากรรมผสานสิ่งแวดล้อมหลายชิ้นที่เห็นในปัจจุบัน ยั่งยืน ศิลปินอเมริกันแอแลน ซอนฟิสต์เป็นผู้ริเริ่มวิธีนอกแนว (alternative approach) ในการสร้างงานโดยการผสานใช้ธรรมชาติและวัฒนธรรมในงานศิลปะที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1965 โดยการนำเอาธรรมชาติทางประวัติศาสตร์และถาวรศิลป์ (Sustainable art) กลับเข้ามายังกรุงนิวยอร์กอีกครั้ง ตามคำกล่าวของนักวิพากษ์ศิลป์บาร์บารา โรสใน Artforumที่กล่าวในปี ค.ศ. 1969 ว่าเธอเพิ่มความหมดแรงใจกับงานศิลปะที่กลายเป็น สินค้า” (commodification) และที่เสนอมุมมองที่ ขาดความสัมพันธ์” (insularity) ของงานที่แสดงกันตามห้องแสดงศิลป์ต่างๆ ในปี ค.ศ. 1967 นักวิพากษ์ศิลป์เกรซ กลึคประกาศใน เดอะนิวยอร์กไทมส์ว่างาน ธรณีศิลป์ชิ้นแรกสร้างขึ้นโดยดักกลาส ไลค์เตอร์ และ ริชาร์ด ซาบาที่โรงเรียนจิตรกรรมและประติมากรรมสเคาว์ฮีกัน ในปี ค.ศ. 1968 งาน ธรณีศิลป์ที่เริ่มปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วก็อาจจะถือได้ว่าเป็นการโต้ตอบของศิลปินรุ่นที่ส่วนใหญ่อายุอยู่ในราวยี่สิบกว่าๆ ต่อขบวนการของการมีบทบาททางการเมืองในปีนั้น และ ต่อขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและขบวนการรณรงค์เพื่อความเท่าเทียมกันของสตรี

           ขบวนการ ธรณีศิลป์เริ่มขึ้นในเดือนตุลาคม ในปี ค.ศ. 1968 โดยการแสดงงานศิลปะมูลดิน (Earthwork) ที่หอศิลป์ดวานในนิวยอร์ก ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1969 ศิลปินและภัณฑารักษ์ของห้องแสดงศิลปะวิลเลอบี ชาร์พก็จัดงานแสดงศิลปะมูลดินขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะแอนดรูว์ ดิคสัน ไวท์ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ที่อิทาคาในมลรัฐนิวยอร์ก ศิลปินที่เข้าร่วม               การแสดงก็ได้แก่: Walter De MariaJan DibbetsHans HaackeMichael HeizerNeil JenneyRichard LongDavid MedallaRobert MorrisDennis Oppenheimโรเบิร์ต สมิธสัน และ กุนเทอร์ เอิคเคอร์
          ศิลปินผู้อาจจะเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในบรรดาศิลปินกลุ่มนี้ก็เห็นจะเป็นศิลปินอเมริกันโรเบิร์ต สมิธสันผู้ที่ในปี ค.ศ. 1968 เขียน ตะกอนความคิด: โครงการศิลปะมูลดิน” (The Sedimentation of the Mind: Earth Projects) ซึ่งเป็นงานที่วางรากฐานอันสำคัญสำหรับขบวนการที่เป็นปฏิกิริยาต่อความห่างเหินของลัทธิสมัยใหม่นิยมจากปัญหาสังคมตามที่กล่าวโดยนักวิพากษ์ศิลป์เคลเมนท์ กรีนเบิร์ก งานธรณีศิลป์ชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุดของโรเบิร์ต สมิธสันคืองาน กำแพงทะเลขมวดหอย” (Spiral Jetty) ที่สร้างในปี ค.ศ. 1970 สมิธสันสร้างงานชิ้นนี้โดยการจัดหิน, ดิน และ สาหร่าย ที่ยาวราว 1500 ฟุตเป็นกำแพงทะเล (jetty) ที่ขมวดวนยื่นออกไปในทะเลสาบเกรตซอลต์ในยูทาห์ การปรากฏของงานชิ้นนี้ให้เห็นมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับน้ำที่ขึ้นลง
        งานของโรเบิร์ต สมิธสันอีกชิ้นหนึ่งคือ วงแตกและเนินขมวด” (Broken Circle and Spiral Hill) ที่สร้างในปี ค.ศ. 1968 ก็เป็นงานอีกชิ้นหนึ่งที่เป็นตัวอย่างของงานธรณีศิลป์ แต่งงานธรณีศิลป์ กระจกกรวดกับรอยแตกและฝุ่น” (Gravel Mirror with Cracks and Dust) ที่สร้างในปี ค.ศ. 1968 เป็นงานที่ตั้งแสดงในห้องแสดงภาพแทนที่จะตั้งอยู่ภายนอกตามธรรมชาติ งานชิ้นนี้เป็นกองกรวดที่ตั้งอยู่ติดกับผนังส่วนที่เป็นกระจกของห้องแสดงภาพ ความปราศจากความซับซ้อนของรูปทรงและการเน้นความงามของวัสดุที่ใช้สร้างงานทำให้งานธรณีศิลป์มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับศิลปะจุลนิยม และกับศิลปะสมถะ (Arte Povera) ตรงการใช้วัสดุที่ตามปกติแล้วไม่ถือว่าเป็นวัสดุที่ไม่เหมาะแก่การสร้างงานศิลปะ หรือ เป็นวัสดุที่ ขาดคุณค่า
         ศิลปินธรณีศิลป์ส่วนใหญ่มักจะเป็นศิลปินอเมริกันที่รวมทั้งศิลปินผู้มีชื่อเสียงจากสาขาอื่นที่รวมทั้งแนนซี โฮลท์วอลเตอร์ เดอ มาเรียฮันส์ ฮาคเคอแอลิซ อายค็อคเดนนิส ออพเพนไฮม์ไมเคิล ไฮเซอร์แอนดรูว์ โรเจอร์แอแลน ซันฟิสต์ และ เจมส์ เทอร์เรลล์ เทอร์เรลล์เริ่มสร้างงานในปี ค.ศ. 1972 ที่อาจจะเป็นงานธรณีศิลป์ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำกันมาที่เปลี่ยนรูปทรงของแผ่นดินในบริเวณรอบหลุมโรเดนซึ่งเป็นหลุมภูเขาไฟที่ดับแล้วในแอริโซนา
ศิลปินธรณีศิลป์ผู้มีชื่อเสียงที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันก็ได้แก่ศิลปินอังกฤษคริส ดรูรีย์แอนดี โกลด์สเวิร์ทธีริชาร์ด ลอง และประติมากรออสเตรเลียแอนดรูว์ โรเจอร์ส
         งานบางชิ้นของคริสโตและฌอง-โคลด (ผู้มีชื่อเสียงในการห่อสิ่งก่อสร้าง, อนุสาวรีย์ และภูมิทัศน์ด้วยผืนผ้า) ก็ถือกันว่าเป็นงานธรณีศิลป์โดยนักวิพากษ์บางท่าน แต่ตัวศิลปินเองเห็นว่าเป็นการจัดกลุ่มที่ไม่ถูกต้องความคิดของโยเซฟ บอยส์เกี่ยวกับ ประติมากรรมเชิงสังคม” (social sculpture) มีอิทธิพลต่องาน ธรณีศิลป์ในโครงการ โอ้ค 7000 ต้น” (7000 Oaks) ที่บอยส์ทำการปลูกต้นโอ้ค 7000 ต้นในปี ค.ศ. 1972 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับกระบวนการสร้าง ธรณีศิลป์
จังหวะชีวิต” (Rhythms of Life) โดยประติมากรออสเตรเลียแอนดรูว์ โรเจอร์ส เป็นงานธรณีศิลป์ร่วมสมัยชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ประกอบด้วยประติมากรรมหินหรือธรณีรูปลักษณ์ที่ต่อเนื่องกันเป็นโซ่รอบโลก 12 ที่ที่แต่ละแห่งก็จะแปลกแตกต่างกันเป็นอย่างมาก (ตั้งแต่บริเวณต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ไปจนถึงบริเวณที่สูงขึ้นไปกว่า 4,300 เมตร และธรณีรูปลักษณ์อีกสามแห่งที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไปถึง 40,000 ตาราเมตร
         ศิลปินธรณีศิลป์ในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของผู้อุปถัมภ์ที่มีฐานะดี หรือองค์การส่วนบุคคลในการให้ทุนสนับสนุนโครงการซึ่งมักจะมีราคาสูง เมื่อเศรษฐกิตตกต่ำอย่างกระทันหันราวกลางคริสต์ทศวรรษ 1970 ทุนสำหรับโครงการเหล่านี้ก็เหือดแห้งตามไปด้วย และเมื่อโรเบิร์ต สมิธสันมาเสียชีวิตไปกับเครื่องบินตกในปี ค.ศ. 1973 ขบวนการธรณีศิลป์ที่สูญเสียผู้นำคนสำคัญก็ค่อยสลายตัวไป เจมส์ เทอร์เรลล์ยังคงทำโครงการหลุมโรเดนแต่โดยทั่วไปแล้วธรณีศิลป์ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะประชาคม (public art) และในบางกรณีคำว่า ธรณีศิลป์ก็นำมาใช้กันอย่างไม่ถูกต้องในการหมายถึงศิลปะไม่ว่าจะชนิดใดก็ตามที่เกี่ยวกับธรรมชาติ แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับความหมายของศิลปินธรณีศิลป์ที่วางไว้
        งานธรณีศิลป์พบโดยทั่วไปในแทบจะทุกประเทศในยุโรปและอเมริกา ในแอฟริกาธรณีศิลป์เป็นประเภทของงานศิลปะที่เริ่มจะแพร่หลาย โดยมี Strijdom van der Merwe  จากแอฟริกาใต้เป็นผู้นำ งานธรณีศิลป์ชิ้นหนึ่งในแอฟริกาใต้เป็นงานประวัติศาสตร์โบราณชื่อ “Mama Africa” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสวนพฤกษชาติ ซึ่งเป็นมูลดินสูง 3 เมตร ยาว 16 เมตรและกว้าง 7 เมตร
 จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ศิลปะติดตั้ง (Installation art)



              ศิลปะจัดวางหรือ ศิลปะติดตั้ง (อังกฤษ: Installation art) หมายถึงประเภทของงานศิลปะที่มีที่ตั้งเฉพาะจุด, เป็นงานสามมิติ ที่ออกแบบเพื่อที่จะแปรสภาพการรับรู้ของสิ่งแวดล้อม (perception of a space)
               โดยทั่วไปแล้ว ศิลปะจัดวางจะหมายถึงศิลปะภายในตัวสิ่งก่อสร้าง ถ้าตั้งอยู่ภายนอกก็มักจะเรียกว่า ศิลปะภูมิทัศน์” (Land art) และศิลปะสองประเภทนี้คาบเกี่ยวกัน ศิลปะจัดวางอาจจะเป็นได้ทั้งศิลปะที่ติดตั้งอย่างถาวรหรือเพียงชั่วคราวก็ได้ ศิลปะจัดวางได้รับการติดตั้งในการแสดงงานนิทรรศการศิลปะ เช่นในพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ หรือในบริเวณทั้งที่เป็นของส่วนบุคคลและของสาธารณชน ประเภทของงานก็ครอบคลุมตั้งแต่การใช้วัสดุที่พบโดยทั่วไป ที่มักจะเลือกสรรจากวัสดุที่ทำให้มีความกระทบอารมณ์ รวมไปถึงวัตถุสมัยใหม่เช่นวิดีโอเสียงการแสดงความเสมือนจริงแบบดื่มด่ำ (Immersive virtual reality) และอินเทอร์เน็ต ศิลปะจัดวางหลายชิ้นเป็นศิลปะเฉพาะที่ (Site-Specific Art) ซึ่งหมายความว่าเป็นงานที่ออกแบบให้ติดตั้งตรงตำแหน่งหรือสถานที่ที่สร้างงานศิลปะโดยเฉพาะเท่านั้น




จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

งานช่างสลักดุน
            งานสลักดุน เดิมเรียกกันว่างานบุดุน เพราะจะใช้โลหะเป็น แผ่นบางๆ แล้วไปหุ้มบนวัสดุที่มีรูปทางแล้ว กล่าวคือหุ้มข้างนอกวัตถุเดิม เพื่อให้เกิดความพิเศษ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เช่น การบุทองคำบนขันเงิน พานเงิน หรือพระพุทธรูป เป็นต้น แต่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยม เพราะความบาง ของเนื้อโลหะที่มีความหนามากกว่า ฉะนั้นช่างบุดุน ปัจจุบันจึงพัฒนา เทคนิคจากงานบุดุนมาเป็นการสลักดุน ซึ่งสามารถใช้สิ่วสลักตอกลงไป บนแผ่นโลหะ และดุนขึ้นให้สูง หรือสร้างสรรค์งานได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึง ว่าเนื้อโลหะจะฉีกขาด หรือชำรุดได้ง่าย
ความหมายของงานสลักดุน 



           การสลัก หมายถึงทำให้เป็นลวดลาย หรือตัวหนังสือด้วยของ มีคม โดยการใช้สิ่วหรือเครื่องมือสลัก ตอกด้วยค้อนลงไปบนแผ่นโลหะ ให้เป็นร่องลึก เพื่อให้เห็นลวดลาย หรือภาพชัดเจนโดยไม่ต้องให้เนื้อของ โลหะนั้นๆ หลุด หรือสึกออกไป
          การดุน หมายถึง การทำให้โลหะต่างๆ ให้เป็นรอยนูนขึ้นคล้ายๆ กรรมวิธีการปั๊มหรือดุนลาย
          งานสลักดุน จัดเป็นกรรมวิธีพิเศษที่ต้องอาศัยความชำนาญ ความสามารถเฉพาะ ต้องใช้เทคนิคของช่าง แต่ละคน และต้องทุ่มเทปฏิบัติงานทั้งแรงกาย และแรงใจอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความวิจิตร มีคุณค่าและเกิดการยอมรับ ในฝีมือ เพราะการทำงานกับโลหะนั้นจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้โดยง่าย
          ในสมัยโบราณ ราชสำนักให้ความสำคัญ กับงานช่างแขนงนี้ไม่น้อยไปกว่าช่างแขนงอื่นๆ เพราะช่างบุดุน หรือช่างสลักดุน ได้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นสิ่งที่สูงค่ายิ่ง โดยเฉพาะเครื่องราชูปโภค เครื่องทอง เครื่องประดับตกแต่ง และเครื่องประกอบพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์มานาน ดังจะเห็นได้จาก ศิลปวัตถุอันล้ำค่ายิ่งที่พบภายในกรุ พระปรางค์วัดราชบูรณะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางส่วนมีผลงานศิลปกรรมที่แสดงความเป็นอัจฉริยะ ความสามารถใน ทางสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชสำนักอย่างหาที่เปรียบมิได้ บ่งบอกถึงความนิยม และโปรดให้ช่าง ได้สร้างผลงานที่เป็นมรดกไว้ให้ชื่นชมจนทุกวันนี้
            วัสดุที่นิยมนำมาใช้ในงานสลักดุน ได้แก่ ทองคำ เงิน ทองแดง ส่วนอุปกรณ์ และเครื่องมือที่ใช้ในงานสลักดุน ประกอบด้วย แผ่นโลหะที่จะนำมาสลักดุน แผ่นชันแก้วใช้รองรับโลหะขณะสลักดุนจะ ช่วยให้ไม่เสียรูปทรง เครื่องมือสลักดุน ประกอบด้วยค้อน และสิ่วสลักดุน ขนาดต่างๆ กรดกำมะถันเจือจาง ตะเกียงเป่าแล่นหรือตะเกียงฟู่แบบใช้ แก๊ส คีบจับเส้น ปากกาจับร้อน แปรงทองเหลือง กาว สิ่วตอกขาด หรือ สิ่วสกัด กรรไกรตัดโลหะ ตะไบ และแท่งเหล็กหรือไม้ ไว้ทับชิ้นงานกับ ชันแก้ว



         ปัจจุบัน(2545)งานช่างสลักดุนนับวันจะสูญหายไป เนื่องจากช่างฝีมือด้านนี้มีน้อย และขาดความชำนาญ ในเทคนิค และวิธีการ ตลอดจนความต้องการ และความนิยมงานประเภทนี้มีวงจำกัด กรมศิลปากรในฐานะหน่วยงานของรัฐจึงต้อง ส่งเสริม และสนับสนุนให้ปรากฏงานช่างแขนงนี้สืบต่อไป ผลงานสำคัญ ที่ช่างกรมศิลปากรได้สร้างสรรค์ขึ้น อาทิ พานแว่นฟ้าและฝาประกับคัมภีร์ (ปกสมุดไทย) เสาเสมา ธรรมจักรทองคำ ผลงานสำคัญทั้งสองชิ้นนี้ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ พระคฑาจอมพล เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพลเอก สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุครบ 4 รอบ 28 กรกฎาคม 2543 

แหล่งที่มา : thaihandiwork.com/changsipmu_j6.php, salahlanna.com, warindesign.com